พระราชกรณียกิจของในหลวง

 

 

 

 

 

 

 

 

ในหลวงกับงานอนุรักษ์ฟื้นฟู

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


ปัจจุบันสภาพแวดล้อมของโลก เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดสภาวะแวดล้อมเป็นพิษขึ้น ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าหากชาวโลกไม่ร่วมมือช่วยกันแก้ไข แล้ววันหนึ่ง สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษก็จะทำให้มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกนี้ได้ต่อไป พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวนี้ป็นอย่างดี ทรงเห็นว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีส่วน ในการสร้างมลภาวะ ให้แก่โลก จึงควรรับผิดชอบ ในในอันที่จะฟื้นฟู สภาพแวดล้อม ให้กลับ ไปมีสภาพดีเช่นเดิม ดังนั้น พระองค์จึงทรงพยายาม ดำเนินโครงการในหลายๆ ด้าน เพื่อให้สิ่งแวดล้อมอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะทรงกระทำได้


มลพิษทางอากาศ

เป็นเรื่องหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใย เนื่องจากในปัจจุบัน มีปัจจัยหลายประการ ที่ทำให้ปริมาณก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนออกไซด์ ในบรรยากาศมากเกินไป จนเกิดความไม่สมดุลของอากาศขึ้น ทรงมีพระราชดำรัส ให้นักวิชาการป่าไม้ช่วยกัน วิจัยเสาะแสวงหาพันธุ์พืช ที่สามารถคายก๊าซออกซิเจน จากขบวนการสังเคราะห์แสง ออกมาในอัตราสูง ซึ่งหากเมื่อพบแล้วจะได้ใช้ไม้ดังกล่าว ในกิจการปลูก ซึ่งจะก่อให้เกิดความสมดุล ของปริมาณก๊าซออกซิเจน ไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศต่อไป นอกจากนี้ ยังทรงพยายาม ให้ทุกคนหลีกเลี่ยง การเผาทำลายป่า หรือการจราจรที่ติดขัด ทำให้เกิดการเผาไหม้ ของน้ำมันมากเกินความจำเป็น ทรงพระราชทาน คำแนะนำ ให้เร่งปลูกต้นไม้ ที่สามารถ ยึดคลุมดิน เพื่อให้ดินสามารถดูดซับน้ำ และเกิดความชุ่มชื้นขึ้น จนโอกาสที่จะเกิดไฟป่าลดน้อยลง หรือการพระราชทานพระราชดำริ พร้อมพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ ไปในการแก้ไขวิกฤติจราจร เพื่อให้สภาพการจราจร ที่ติดขัดในเมืองหลวง บรรเทาลง เป็นต้น

 

น้ำ

เป็นทรัพยากรรรมชาติ และเป็นสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญในการดำรงชีพของมนุษย์อีกอย่างหนึ่ง ปัจจุบันมักเกิดอุทกภัยในฤดูฝน และเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทั้งใน 2 กรณี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่า การที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือเมื่อมีฝนตกมาแล้วไ ม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ จนเกิดภาวะน้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรนั้น มีสาเหตุมาจาก การบุกรุกทำลายป่า เพื่อเอาพื้นที่ไปใช้ทำการเกษตรโดยขาดความรู้ในการอนุรักษ์น้ำและดิน หรือเกิดจากการที่ ชาวบ้านตัดไม้ไปขายให้กับนายทุน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเป็นผลให้ป่าไม้ ต้นน้ำลำธารถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ไข โดยนำโครงการตามพระราชดำริต่างๆ เข้าไปดำเนินการ เพื่อหยุดยั้ง การบุกรุกทำลายป่า อาทิ โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา โครงการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร โครงการปลูกป่าทดแทน และโครงการอาชีพเสริม เป็นต้น ปรากฏว่า หลังจากที่ได้ทรงดำเนินโครงการเหล่านี้ไปแล้ว ราษฎรที่เป็นชาวไทย ภูเขาและชาวไทยพื้นราบได้ลดการบุกรุกทำลายป่า ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ปัญหา เกี่ยวกับการทำลายป่า จะหมดไปในที่สุด

 

ปัญหาน้ำเสีย

เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสนพระทัย ทรงพยายามหาทางที่จะบรรเทา สภาพน้ำเสีย โดยได้ทรงคิดค้นแบบเครื่องกล ที่จะนำมาใช้บำบัดน้ำเสียขึ้น แล้วพระราชทานแบบให้ กรมชลประทานนำไปทดลองประดิษฐ์ขึ้น เรียกว่า เครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา หลังจากที่ได้นำเครื่องดังกล่าว ไปทดสอบ ปรากฏผลดีเป็นที่น่าพอใจ และได้รับการจดลิขสิทธิ์ และการรับรอง จากทั่วโลกว่าเป็น เครื่องกลที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม จนได้รับการถวายรางวัลเครื่องประดิษฐ์ดีเด่น จากคณะกรรมการสภาวิจัย แห่งชาติประจำปี 2536 อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องของน้ำเน่าเสีย คือ ทรงพบว่า ปัญหาน้ำเสียจากนากุ้ง เป็นปัญหามลพิษทางน้ำที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อสภาพแวดล้อม เพราะเมื่อเลี้ยงกุ้งไประยะหนึ่ง น้ำจะเสีย เนื่องจากการหมักเน่า ของดินโคลนและอาหารตกค้างอยู่ในบ่อกุ้ง เมื่อผู้เลี้ยงกุ้งปล่อยน้ำดังกล่าวทิ้ง ออกไปก็จะทำให้น้ำตามแหล่งน้ำและตามแนวชายฝั่งทะเลเน่าเสียตามไปด้วย จึงได้ทรงมีพระราชกระแส ให้ทดลองนำปลาบางชนิด เช่น ปลานิล มาเลี้ยงสลับกับกุ้ง เพราะคำว่า น้ำเสียนั้น อาจหมายถึงเสียสำหรับ กุ้ง แต่อาจเป็นน้ำดี สำหรับปลาบางชนิด ที่สามารถอาศัยอยู่ด้วย การกินอาหารที่เหลือตกค้างจากบ่อกุ้งได้ ซึ่งจากแนวพระราชดำรินี้ ได้มีการนำไปทดลองปฏิบัติ และผลดีคือได้ปลานิลลักษณะใหม่ที่มีเนื้อคล้าย ปลากะพงคุณภาพดี สามารถนำไปผลิตบรรจุกระป๋องส่งขายไปยังต่างประเทศ ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ


สัตว์ป่า

เป็นหนึ่งในระบบนิเวศน์ ที่ได้รับผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงไป ของสภาพแวดล้อม และเพราะการถูกล่า จากน้ำมือมนุษย์จนเกือบจะสูญพันธุ์ไป เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพยายามแก้ไข โดยทรงทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปลูกป่า ทั้งนี้ เพราะทั้งป่าและสัตว์ป่า ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จนไม่อาจแยกออกจากกันได้ โครงการสวนสัตว์ธรรมชาติภูเขียวอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ในจำนวนหลายๆ โครงการ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายาม ของพระองค์เกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เหตุที่ทรงเลือกพื้นที่แห่งนี้ในการดำเนินโครงการ เพราะทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า "บนพื้นที่ภูเขียวเป็นที่ราบสูงกว้างขวาง มีสภาพป่า สมบูรณ์และยังมีสัตว์ป่า อยู่มากมายหลายชนิด เป็นจำนวนมาก เหมาะที่จะอนุรักษ์ ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และพัฒนาให้เป็น สวนสัตว์เปิด (Natural Zoo) ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่อไปในอนคตและการ ที่จะดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จนั้น จะต้องยับยั้งไม่ให้ราษฎรบุกรุกป่าและทำลายสัตว์ป่า โดยการพัฒนา หมู่บ้านบริเวณใกล้เคียงภูเขียว ทั้งหมด ให้มีความเจริญ ส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ มีความเป็นอยู่ดี”

สำหรับการดำเนินการของโครงการนี้ ได้พระราชทานพระบรมราโชบายว่า “ให้ส่งเสริมให้ราษฎรมีความรับผิดชอบ รักป่า รักสัตว์ป่า จะได้ช่วยกันดูแลสัตว์ป่า ไม่ให้ขึ้นไปล่าสัตว์ หรือทำลายสัตว์ป่าบนภูเขียว รวมทั้งจะช่วยราชการ ดูแลและป้องกันมิให้ราษฎรจากหมู่บ้านอื่นๆ ขึ้นไปล่าสัตว์ป่าด้วย”

ในหลวงกับการศาสนา

ในฐานะที่ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกและทรงเป็นพุทธมามกะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกผนวชเช่นเดียวกันผู้ชายชาวพุทธส่วนใหญ่ แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ แต่ก็ได้ทรงปฎิบัติพระองค์เฉกเช่นพระภิกษุรูปอื่นๆ เช่นในเวลาทรงออกบิตฑบาตร พระองค์ก็มิได้ทรง ฉลองพระบาท เพราะทรงถือตามกฎระเบียบของสงฆ์อย่างเคร่งครัด และจากการที่ได้ทรง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ออกผนวชในพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน ล้วนเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธาน ที่จะทรงดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของไทยนี้ไว้ให้ยั่งยืนสืบไป

ด้านการศึกษา

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ของประเทศ ทรงเล็งเห็นว่า “การศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิดความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล หากสังคมและบ้านเมืองใด ให้การศึกษาที่ดี แก่เยาวชนไว้ย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้านแล้ว สังคมและบ้านเมืองนั้น ก็จะมีพลเมือง ที่มีคุณภาพ สามารถดำรงรักษาความเจริญมั่นคง ของประเทศชาติไว้และพัฒนา ก้าวหน้าต่อไปโดยตลอด” จากแนวพระราชดำรินี้ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าไปมีบทบาทในด้านการศึกษา ทั้งของพระราชธิดาและพระราชโอรส ในพระองค์ ตลอดจน ของเยาวชนที่เป็นบุตรหลานของราษฎร


โดยในส่วนการศึกษา ของพระราชโอรสธิดานั้น นอกจากจะทรงอบรม สั่งสอนด้วยพระองค์เอง ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ยังทรงมีพระราชดำริว่า หากจะให้พระราชโอรส-ธิดา ไปทรงศึกษาเล่าเรียน ในโรงเรียนปกติทั่วไปแล้ว บรรดาครูผู้สอนอาจจะตามพระทัยและให้สิทธิพิเศษต่างๆ มากเกินไป อันจะทำให้เด็กนักเรียนคนอื่นๆ ได้เห็นถึงความแตกต่างนี้ จึงทรงตัดสินพระทัยให้จัดสร้างโรงเรียนจิตรลดาขึ้น ในเขตพระราชฐาน ด้วยพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ โดยเป็นโรงเรียนราษฎร์ ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในการสอนใช้หลักสูตร ของกระทรวงศึกษาธิการ มีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ซึ่งที่นี่นอกจาก จะเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของพระราชโอรส-ธิดาแล้ว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บุตรหลานของข้าราชบริพาร และประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสได้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้ด้วย เพื่อให้ทูลกระหม่อมทุกพระองค์ ได้มีโอกาสมีพระสหายเป็นสามัญชนด้วย ซึ่งทูลกระหม่อม ต่างทรงปฎิบัติพระองค์ในการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนคนอื่นๆ ในเรื่องการเอาพระทัยใส่ ในการศึกษาเล่าเรียน จนจบขั้นสูงสุด ของโรงเรียน


เกี่ยวกับการศึกษาของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญ กับการศึกษาเริ่มตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน ได้เสด็จฯ เยี่ยมโรงเรียนประถมศึกษาที่มีขั้นเด็กเล็ก พร้อมกับ พระราชทานคำแนะนำ และพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ สนับสนุนอยู่เนืองๆ สำหรับเด็กในเขตชนบทห่างไกล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทาน ทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนริเริ่ม ในการก่อสร้างโรงเรียน ตามวัดต่างๆ สำหรับเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของเด็กยากจน แล้วทรงพระกรุณาโรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุที่จำพรรษาอยู่ที่วัดเหล่านั้น เป็นครูผู้อบรมสั่งสอนทั้งวิชาสามัญ และศีลธรรม ให้แก่เด็กนักเรียน ทำให้เด็กๆ นอกจากจะได้รับความรู้ด้านวิชาการต่างๆ แล้ว ยังได้รับการอบรม ให้มีจิตใจที่ดี ตั้งอยู่ในศีลธรรม อันจะส่งผลให้เป็นพลเมือง ของชาติที่มีคุณภาพสืบต่อไป

 

เด็กที่เป็นชาวไทยภูเขา ในเขตท้องที่ ห่างไกลทางภาคเหนือ ก็มีโอกาสได้รับ พระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยเช่นกัน โดยพระองค์ ได้พระราชทาน พระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ ให้จัดสร้างโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ เพื่อให้เด็กชาวไทยภูเขาเหล่านั้นได้มีโอกาสเล่าเรียน ในระดับประถมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ ตามนโยบายของรัฐบาล


ในยุคที่มีการแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน พระราชดำริ ให้ทหาร ที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ ในการป้องกันประเทศ ได้ทำประโยชน์ ในด้านการศึกษา ให้แก่ชุมชน ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน กับฐานปฏิบัติการด้วยตามสมควรโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ทหารจัดสร้าง โรงเรียนร่มเกล้า ขึ้นในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ เช่น นครพนม สกลนคร เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี แม่ฮ่องสอน และนราธิวาส เป็นต้น การจัดสร้างโรงเรียนร่มเกล้าขึ้นนี้ นอกจากจะเป็นการบรรเทาปัญหา การขาดแคลนสถานศึกษา สำหรับเยาวชนแล้ว ยังก่อให้เกิดความผูกพัน และความเข้าใจอันดี ระหว่างทหารและประชาชน ในเขตพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย โรงเรียนร่มเกล้านี้ เปิดการสอน ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ไม่เพียงเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงก่อตั้ง กองทุนนวฤกษ์ ในมูลนิธิช่วยเหลือนักเรียนขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุน ให้เด็กนักเรียน ที่เรียนดี แต่ขาดทุนทรัพย์ ได้มีโอกาสศึกษาต่อ ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา


เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเชษฐาธิราช ในปีพุทธศักราช 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง มูลนิธิอานันทมหิดลขึ้น เพื่อเป็นทุนการศึกษา ให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ในขั้นอุดมศึกษาจากแขนงวิชาต่างๆ ไปศึกษาเพิ่มเติม ในต่างประเทศโดยมิได้ มีข้อผูกพันธ์แต่ประการใด


เนื่องจากการศึกษา เป็นระบวนการที่ไม่มีคำว่าสิ้นสุด จึงได้ทรงพระราชทาน พระราชดำริ ให้จัดสร้างห้องสมุดประชาชน ที่เรียกว่า ศาลารวมใจขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ศาลารวมใจนี้นอกจากจะมีหนังสือและเอกสารต่างๆ ให้ประชาชน ได้ค้นคว้าหาความรู้แล้ว ยังใช้เป็นที่แสดงผลงานของงานศิลป์ในท้องถิ่นนั้น ตลอดจนใช้เป็นสถานที่ฝึกหัด งานอาชีพเสริม อีกด้วย

 

โครงการตามพระราชดำริอีกโครงการหนึ่ง ทางด้านการศึกษาดี โครงการพระดาบส ซึ่งชื่อโครงการ มาจากเรื่อง ที่เล่ากันมานานว่า ผู้ที่ใฝ่หาวิชาความรู้ มักจะเดินทางไปยังสำนักของพระฤาษี เพื่อเรียนรู้ และรับการถ่ายทอดวิชา จากพระฤาษีโครงการพระดาบสนี้ เป็นโครงการ เพื่อฝึกฝนความรู้ความสามารถ เดียวกับวิชาชีพทางช่างในสาขาต่าง ๆ เช่น ช่างวิทยุและอิเลคโทรนิคส์ ช่างไฟฟ้าช่างเครื่องยนต์ ฯลฯ โดยผู้ที่จะเข้าร่วมในโครงการนี้ จะต้องมาจากครอบครัว ที่ยากจนและมีความต้องการที่จะเรียนอย่างแท้จริง หรืออาจเป็นทหารผ่านศึกที่พิการ เพื่อเขาเหล่านั้น จะได้นำทักษะ จากการเรียนไปใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวต่อไป


และเมื่อไม่นานมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ ในอันที่จะช่วยแก้ปัญหา ที่เป็นจุดบอด ของระบบการศึกษาในบ้านเรา โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการจัดสร้างโรงเรียน แบบพึ่งตนเองขึ้น เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กต้อยโอกาสในพื้นที่สูง ซึ่งอยู่ห่างไกลและทุรกันดาร นำกลับไปพัฒนาท้องถิ่น ของตนเองโรงเรียน แบบพึ่งตนเองนี้ มีลักษณะเป็นโรงเรียนประจำ มีการจัดบ้านพัก ให้นักเรียนอยู่เป็นหลังๆ ประมาณหลังละ ๑๐–๑๒ คน โดยจะต้องคละเผ่ากัน และมีครูพี่เลี้ยงอยู่ด้วยบ้านละ ๑ คน นักเรียนในและบ้านพัก จะช่วยกันปลูกผัก ทำสวนครัว ไว้สำหรับ รับประทานกันเอง หากมีเหลือก็จะส่งไปขายยังสหกรณ์กลาง ของโรงเรียนและที่สหกรณ์กลางก็จะมีการผลิตร่วมกัน เช่น ทำนา ทำไร่ ปลูกพืชผัก เลี้ยงเป็ด ไก่ สุกรและปลา เพื่อใช้บริโภคกันทั้งโรงเรียน ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค สหกรณ์กลางของโรงเรียน จะนำไปขายที่ตลาด เพื่อนำเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนต่อไป สิ่งที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็น การรู้จักแก้ไขปัญหา การรู้จักศึกษาค้นคว้า หรือการรู้จักทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มนี้เหล่านี้ จะช่วยให้นักเรียนสามารถนำไปใช ้ในวิถีการดำเนินชีวิตจริงได้ โรงเรียนในโครงการดังกล่าวนี้ ได้แก่ โรงเรียนศูนย์ปางมะผ้า กิ่งอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน


ในปีพุทธศักราช 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่าประเทศไทย น่าจะมีหนังสือประเภท สารานุกรมที่เป็นภาษาไทยจัดทำโดยคนไทย เพื่อให้เยาวชนที่ได้อ่านเกิดความเข้าใจในขั้นพื้นฐานและพัฒนา เป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในที่สุดโดยทรงใช้เหตุผลในเรื่องนี้ว่า “แม้วิชาต่าง ๆ จะแยกออกเป็นสาขาวิชาต่างๆ ก็ตามจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์หรือด้านศิลปะ จะเชื่อมโยงกันหมด ชีวิตของเราต้องโยงกันหมด ทั้งในด้านกฎหมายก็ดี เศรษฐกิจก็ดี อะไรพวกนี้โยงกันหมดเมื่อโยงกันหมดแล้ว ฉันเชื่อว่าสารานุกรมนี้ อาจจะช่วยชาติให้รอดพ้นได้” ด้วยเหตุนี้ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้บังเกิดขึ้น ในปีพุทธศักราช 2511 โดยคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ได้สนองพระราชดำริ ด้วยการจัดทำหนังสือสารานุกรมไทย ใน 3 ระดับ คือ ระดับเด็กเล็ก ระดับเด็กอายุ 12 – 14 ปี และระดับเด็กโตตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป โดยในแต่ละระดับจะบรรจุเนื้อหาใน 7 สาขาวิชา ด้วยกันคือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ แพทยศาสตร์ และคณิตศาสตร์ สำหรับการเรียงลำดับเรื่องราว จะเป็นการเรียงตามเรื่องแทนการที่จะเขียนตามตัวอักษร หนังสือสารานุกรมไทยนี้ทรงมี พระราชประสงค์ ที่จะให้เป็นโรงเรียนประจำบ้าน ที่พ่อแม่ใช้สอนลูกและพี่ใช้สอนน้อง

 

อีกสิ่งหนึ่งที่นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งในด้านการศึกษาก็คือ การเสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งทรงปฏิบัติมาเป็นเวลานานแล้วจนในปัจจุบันแม้จะทรงมีพระราชภารกิจ มากมายและมีผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน งดการเสด็จฯ เสียแต่ก็ไม่สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสว่า ตราบใดที่ยังเสด็จฯ ได้ ก็จะเสด็จฯ อยู่อย่างนั้น เพื่อให้นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ได้มีกำลังใจ ที่จะเรียนให้สำเร็จทั้งยังเป็นโอกาส ที่จะทรงร่วมเสดงความยินดี ในความสำเร็จของบัณฑิตเหล่านั้นอีกด้วย

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ของพระองค์ท่าน

ที่นำมาเผยแพร่ในทราบกันครับ

#3 By Symbol (125.27.195.231) on 2010-02-06 09:12

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ของพระองค์ท่าน

ที่นำมาเผยแพร่ในทราบกันครับ

#2 By Symbol (125.27.195.231) on 2010-02-06 09:12

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ของพระองค์ท่าน

ที่นำมาเผยแพร่ในทราบกันครับ

#1 By Symbol (125.27.195.231) on 2010-02-06 09:12